เปลี่ยนชีวิตแค่…คิดนอกกรอบ…

มองหาความสำเร็จของชีวิต สู่อิสระภาพทั้งทางด้านเวลา และการเงิน

แรงบันดาลใจจาก เด็กหญิงเฉิน ผู้ยอมเสียสละ

สาเหตุที่เด็กหญิงวันสิบสามคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายมีอยู่ไม่กี่อย่าง

หากไม่ใช่การเรียน ก็คงเป็นเรื่องเพื่อน หรือไม่ก็ความรัก

เราคิดกันอยู่เพียงเท่านี้ อย่างมาก เราก็ลามไปเรื่องที่ว่า เธอกำลังเรียกร้องความสนใจ

เราได้รับแจ้งเหตุว่ามีเด็กหญิงอายุ 13 ปีคนหนึ่งพยายามฆ่าตัวตายด้วยการกินยาเกินขนาด

ตำรวจไปถึงที่เกิดเหตุพร้อมกับรถพยาบาลที่พยายามนำเธอไปส่งที่โรงพยาบาลให้เร็วที่สุด เราค้นหาสาเหตุการฆ่าตัวตายของเธอ วนเวียนอยู่ไม่กี่เรื่องเช่นเดิม

ขณะที่เจ้าหน้าที่ของเราคนหนึ่งติดตามอาการของเธออย่างใกล้ชิด

“เธอถึงมือหมอแล้วกำลังล้างท้อง ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง”

“เด็กสมัยนี้ทำอะไรไม่ค่อยคิดถึงจิตใจพ่อแม่” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งเอ่ยขึ้นเหมือนอย่างที่เอ่ยขึ้นในทุกๆ เคสที่เราเจอเรื่องแบบนี้

“ก็นั่นน่ะสิ เธอจะรู้ไหมว่ากว่าจะโตได้ขนาดนี้เราประคบประหงมมาตั้งเท่าไหร่” ผมเองก็มีลูกสาวอยู่คนและรู้สึกดีที่เธอไม่คิดทำอะไรเช่นนี้เพียงเพื่อประชดหรือเพียงเพื่อเหตุผลงี่เง่าเหล่านั้น ผมรู้สึกภูมิใจในตัวลูกสาวเล็กๆ

“เธอทำให้ฉันคิดถึงลูกของฉันนะ”

“เหมือนกันเลย”

“เอาล่ะ เรามาพยายามหาจดหมายรัก ผลการเรียน หรือประวัติทางโรงเรียน เพื่อนที่ชอบแกล้งเธอ หรือว่าความกดดันบางอย่างที่ทำให้เธอเป็นอย่างนี้กันดีกว่า”

เราทุกคนกำลังมองหาจุดมุ่งหมายเช่นนั้น แต่เราหามันไม่เจอ

เราไม่รู้สาเหตุการฆ่าตัวตายของเธอ

ไม่นานนักเราก็ได้รับการติดต่อจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายนั้นว่า สิ่งที่เรากำลังหาอยู่นั้น อยู่ติดกับตัวเธอ

สาเหตุการตายของเธออยู่ในร่างของเธอเอง

เรารุดไปยังโรงพยาบาลและตรงไปที่เตียงของเธอ เจ้าหน้าที่บอกเราว่าสาเหตุที่เธอฆ่าตัวตายนั้นมาจาก

“ตับ”

“ตับเหรอ” ผมทวนอีกครั้ง “ปัญหาสุขภาพหรือว่า…”

“ฉันอยากให้คุณเดาว่าเพราะอะไร” เจ้าหน้าที่ผู้ตามติดเด็กหญิงวัยสิบสามคนนี้เอ่ยขึ้น และผมก็ตอบได้แต่สาเหตุเดิมๆ “คุณได้พูดรึเปล่าว่าเธอน่าจะคิดถึงพ่อแม่มากกว่านี้”

ใช่ เราทุกคนต่างพูด

“ฉันจะบอกคุณให้ว่า เพราะเธอคิดถึงพ่อของเธอมากเธอจึงทำเช่นนี้”

“ฆ่าตัวตายตามพ่อเหรอ”

“เปล่า” เจ้าหน้าที่ผู้นั้นส่งจดหมายฉบับที่อยู่ในเสื้อด้านในของเธอให้กับผมและในนั้นเขียนเอาไว้ว่า

‘ถ้าหนูตายแล้วเอาตับของหนูให้พ่อด้วย พ่อหนูกำลังป่วยหนักและเขาไม่มีตับเปลี่ยน ได้โปรดเอาของหนูให้กับเขา หนูอยากให้พ่อมีชีวิตไปอีกนานแสนนาน’

เธอฆ่าตัวตายเพื่อต่อชีวิตให้กับพ่อของตัวเอง

แรงบันดาลใจจาก เด็กหญิงเฉิน ผู้ยอมเสียสละทุกอย่างเพื่อรักษาพ่อของตน

ปัจจุบันเธอยังอยู่ระหว่างการรักษาตัวขณะที่ชาวจีนระดมเงินเพื่อรักษาพ่อของเธอให้ได้

ที่มา : http://blogstorydd.com/

ผมชื่นชอบเธอมากนะ..คนไข้ของผมคนนี้

เธอเป็นนักแสดงที่อยู่ในดวงใจของผม เป็นคนที่เมื่อเห็นหน้าแล้วจะทำให้ผมยิ้มออก เมื่อมองเธอโลดแล่นในจอโทรทัศน์ หรือบนหน้านิตยสารแล้วจะมีความสุข ผมฝันที่จะได้เจอตัวจริงของเธอมาตลอด แต่ไม่คิดว่าเวลาที่เราได้เจอกันจริงๆ นั้น จะต้องอยู่ในฐานะ หมอ และคนไข้ … ที่กำลังจะเสียชีวิต

“เราจะยื้อเวลาเธอได้อย่างมากก็หนึ่งอาทิตย์” ผมบอกความจริงที่โหดร้ายกับแม่ของเธอ เนื่องจากอาการของเธอเลวร้ายมาก เธอได้รับผลข้างเคียงจากการทานยาลดความอ้วน ซึ่งส่งผลกับตับ และทำให้ตับของเธอวายเฉียบพลัน

“ไม่มีทางที่จะยื้อชีวิตเธอได้หรือคะ” คนเป็นแม่ถาม

“ต้องให้คนบริจาคตับให้เธอครับ”

“ดิฉันได้ไหมคะ”

“เกรงว่าจะไม่ได้ครับ เพราะคุณเองก็มีปัญหาเกี่ยวกับตับอยู่แล้ว อวัยวะนี้ไม่เหมือนอวัยวะอื่นที่ให้แล้วไม่เกิดอันตราย มันมีความเสี่ยงกับผู้บริจาคเองด้วย ถ้าจะรอเข้าคิวบริจาคก็คงจะไม่ทัน เธอไม่มีคนอื่นที่พอจะช่วยเหลือได้ เช่นแฟนหรือสามี”

“เธอเป็นดารานะคะหมอ เธอจะมีแฟนหรือสามีได้ยังไง”

ผมลืมไปเลยว่า เธอเป็นคนโดดเดี่ยว

เพราะอาชีพ ทำให้เธอต้องโดดเดี่ยว

ดังนั้นเธอคงต้องเสียชีวิตด้วยเพราะการพยายามดำรงอยู่ในวงการนี้ของเธอ ด้วยเพราะยาลดความอ้วนที่ทำให้เธอยังโลดแล่นอยู่ได้ และเพราะวงการนี้แหละที่ทำให้เธอโดดเดี่ยวถึงขนาดไม่มีคนรู้ใจที่จะอยู่เคียงข้างในวาระเกือบสุดท้ายของชีวิต

“เธอไม่มีใครจริงเหรอครับ”

“มีแต่เพื่อนดาราทั้งนั้น และทุกคนก็รู้ว่าในวงการนี้ถ้าคนรู้ว่ามีเจ้าของแล้ว จะขายออกได้ยังไง”

ในวงการนักแสดงที่นี่ การพูดว่ามีแฟนแล้วก็เหมือนกับการดับอนาคตที่เหลือของตนเอง

การคบกับใครสักคนก็เหมือนเป็นการปิดประตูทางอาชีพการงาน

พวกเขาจึงต้องโดดเดี่ยวเสมอ แม้ในยามนี้ก็ตามที

“เหลือเวลาอีกเท่าไหร่นะคะ” เธอถามผมอีกครั้งและผมต้องบอกความจริงที่ว่า

“ภายในอาทิตย์นี้ครับ”

“ผมอยากบริจาคตับให้เธอ” มีสายหนึ่งในโทรศัพท์ดังขึ้น

“ถ้ามันเข้ากันได้…”

“เข้าได้ครับ ผมรู้” ชายปริศนาผู้นั้นกล่าวด้วยความมั่นใจ ซึ่งผมไม่ทราบว่าเขาหอบความมั่นใจขนาดนั้นมาจากไหน

“แต่ยังไงผมก็ต้องตรวจ”

“ผมจะเข้าไปเดี๋ยวนี้”

ชายคนนั้นปรากฏตัวในห้องของผม เมื่อเห็นหน้าเขา สิ่งเดียวที่ผมถามก็คือ

“แล้วคุณจะบอกทุกคนยังไงที่บริจาคให้เธอ ทุกคนต้องสงสัยแน่ว่าทำไมคุณถึงต้องทำขนาดนี้”

“ผมจะบอกความจริง ไม่ว่าหลังจากนี้จะเกิดอะไรขึ้นกับผมก็ตาม”

ผมทำการผ่าตัดให้พวกเขาขณะที่นักข่าวรุมทึ้งถามว่า ทำไมเขาต้องบริจาคตับให้เธอ ทำไมพวกเขาถึงนอนอยู่เตียงข้างกัน ให้ออกซิเจนอยู่เคียงข้างกัน แม่ของเธอจึงต้องออกมาให้ข่าวตามความจริงว่า

“พวกเขาเป็นแฟนกันค่ะ”

ดาราชื่อดังทั้งสองคนนี้เป็นแฟนกันมานานกว่าสองปีแต่ไม่มีใครสักคนทราบ

ภาพลักษณ์อันแสนโสดตลอดเวลาที่ผ่านมาพังพินาศและหลายคนอาจตราหน้าว่าคนคู่นี้โกหกประชาชน แต่เมื่อเขามีโอกาสพูด เขาพูดเพียงคำเดียวว่า

“ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าที่ผมจะได้อยู่เป็นแรงใจให้ใครสักคนในเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิต แม้หลังจากนี้ผมจะต้องเจอช่วงเลวร้ายที่สุดก็ตาม”

แรงบันดาลใจจาก Pierre Png นักแสดงที่ยอมแลก

ความเสี่ยงในอาชีพที่เหลือของเขา

เพื่อช่วยชีวิต Andrea De Cruz หญิงที่ตนเองรัก

ที่มา : http://blogstorydd.com/

นอนกรน……มีสาเหตุจากอะไร

ผู้ใหญ่

เพศชาย ประมาณร้อยละ 85 ของผู้ป่วยเป็นเพศ
ชาย ทั้งจากการศึกษาทางระบาดวิทยาและ
การศึกษาผู้ป่วยเฉพาะกลุ่ม พบว่าเพศชายมี
โอกาสเป็นมากกว่าเพศหญิง ด้วยอัตราส่วน
7:1 แต่เมื่อถึงวัยหมดประจำเดือนพบว่าเพศ
หญิงมีโอกาสเป็นมากขึ้น อาจเป็นไปได้ว่า
ฮอร์โมนเพศจะมีผลต่อโรคนี้ได้ เชื่อว่า
อิทธิพลของฮอร์โมนส่งผลที่โครงสร้าง
บริเวณศีรษะและลำคอของเพศชาย เนื้อเยื่อ
บริเวณคอหนาขึ้นทำให้มีช่องคอแคบกว่า
ผู้หญิง ฮอร์โมนของเพศหญิงมีส่วนทำให้
กล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดิน
หายใจ มีความตึงตัวที่ดี

อายุมากขึ้น เนื้อเยื่อต่างๆ จะขาดความตึงตัว ลิ้นไก่ยาวและเพดานอ่อนห้อย
ต่ำลง กล้ามเนื้อต่างๆ หย่อนยาน รวมทั้งกล้ามเนื้อที่ทำหน้าที่ขยายช่องทางเดินหายใจ
บริเวณลำคอ ทำให้ลิ้นไก่และลิ้นตกไปบังทางเดินหายใจได้ง่าย

ลักษณะโครงสร้างของกะโหลกศีรษะและกระดูกใบหน้าผิดปกติ เช่น คางเล็ก คางเลื่อนไป
ด้านหลัง ลักษณะคอยาว หน้าแบน ล้วนทำให้ทางเดินหายใจช่วงบนแคบลงเกิดการอุดตัน และทำ
ให้เกิดการหยุดหายใจได้ โรคที่มีความผิดปกติบริเวณนี้ได้แก่ Down’s syndrome , Prader Willi
syndrome , Crouzon’s syndrome เป็นต้น

กรรมพันธุ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรายที่ไม่อ้วน แต่มีภาวะหยุดหายใจขณะหลับ ปัจจัยทางพันธุ
กรรมน่าจะเป็นสาเหตุหลักของผู้ป่วยกลุ่มนี้ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคนี้จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการ
เกิดโรคมากกว่าคนปกติ 1.5 เท่า

อ้วน พบว่าประมาณ 2 ใน 3 ของผู้ป่วย OSA มี Body Mass Index (BMI) > 28 กิโลกรัมต่อ
ตารางเมตร หรือมีน้ำหนักมากกว่าร้อยละ 20 ของน้ำหนักมาตรฐาน เมื่อลดน้ำหนักได้ 5-10
กิโลกรัมจะทำให้ผู้ป่วยอาการดีขึ้นได้ ผู้ป่วยที่อ้วนมีโอกาสเกิดการหยุดหายใจขณะหลับมากกว่า
คนทั่วไป เนื่องจากไขมันนอกจากจะกระจาย อยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆทั่วร่างกาย เช่น ที่สะโพก หน้า
ท้อง น่อง ต้นขา ยังพบว่ามีเนื้อเยื่อไขมันกระจายอยู่รอบๆทางเดินหายใจช่วงบนมากขึ้น ไขมันที่
พอกบริเวณคอจะทำให้เวลาที่ผู้ป่วยนอนลง เกิดน้ำหนักกดทับ ทำให้ช่องคอแคบลงได้ หน้าท้องที่
มีไขมันเกาะอยู่มากทำให้กระบังลมทำงานได้ไม่เต็มที่ ความจุของปอดลดลง ล้วนเป็นปัจจัยเสริมที่
ทำให้เกิดการหยุดหายใจได้โดยง่ายขึ้น

แน่นจมูก จมูกเป็นต้นทางของทางเดินหายใจ ถ้ามีภาวะใดก็ตามที่ทำให้แน่นจมูก เช่น
มีผนังกั้นจมูกคด เยื่อบุจมูกอักเสบ ไซนัสอักเสบ หรือเนื้องอกในจมูก ย่อมจะทำให้กรนลำบากขึ้น

ดื่มสุรา หรือการใช้ยาบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง รวมทั้งกล้ามเนื้อที่คอยพยุงช่องทาง
เดินหายใจให้เปิด หมดแรงไป เกิดภาวะทางเดินหายใจอุดตันได้ง่ายขึ้น นอนจากนี้จะกดการทำงาน
ของสมอง ทำให้สมองตื่นขึ้นมาเมื่อมีภาวะการขาดออกซิเจนได้ช้า ซึ่งอาจส่งผลเสียอย่างร้ายแรง
ต่อหัวใจและสมองได้

การสูบบุหรี่ ทำให้ประสิทธิภาพของระบบทางเดินหายใจแย่ลง ทำให้คอหอยอักเสบจากการ
ระคายเคือง มีการหนาบวมของเนื้อเยื่อ ทำให้ทางเดินหายใจแคบลง เกิดการอุดตันได้ง่าย และยัง
ส่งผลเสียต่อหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงหัวใจ

โรคต่อมไร้ท่อต่างๆ ได้แก่ Hypothyroidism, Acromegaly พบว่าทำให้เกิดทางเดินหายใจอุด
ตันได้มากกว่าคนทั่วไป

เด็ก

ในเด็ก อาการนอนกรน มักมีสาเหตุมาจาก

ต่อมทอนซิล (ที่เห็นอยู่ข้างลิ้นไก่ในคอทั้งสองข้าง) มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่ง
อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรังของบริเวณช่องคอ
ต่อมอะดินอยด์ (อยู่บริเวณด้านหลังโพรงจมูก) มีขนาดโตมาก เพราะมีการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งอาจมี
ส่วนเกี่ยวข้องกับการอักเสบเรื้อรังของบริเวณช่องจมูก รวมทั้งโพรงไซนัส
ภาวะคัดจมูกเรื้อรัง เช่น โรคภูมิแพ้ เพราะเป็นเหตุให้แน่นจมูก หายใจไม่สะดวก ต้องอ้าปาก
ช่วย ยิ่งทำให้นอนกรนได้มากขึ้น

ไซนัสอักเสบ โดยเฉพาะไซนัสอักเสบ
เรื้อรัง จะมีน้ำมูกข้น และจมูกบวม ทำให้
หายใจทางจมูกไม่สะดวก จึงนอนกรนได้
ในบางราย มีความผิดปกติแต่กำเนิด
ทำให้กระดูกใบหน้าเล็ก หรือมีเนื้อเยื่อใน
ทางเดินหายใจใหญ่ เช่นมีลิ้นโต เป็น
สาเหตุให้มีภาวะอุดตันของทางเดินหายใจ
ได้ขณะนอนหลับ

 

 

 

 

 

สนับสนุนโดย : www.challengedream.com

www.hybridmlm.com

ที่มา : http://www.sleepgroup.com/s0107/index.php?pgid=index

โดยธรรมชาติของมนุษย์ เมื่อเกิดปัญหาต่างๆ ขึ้น ในชีวิต ก็จะพยายามหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง เป็นอันดับแรก เมื่อรู้ว่า ไม่สามารถแก้ปัญหาได้เอง ก็จะแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้อื่น

ในเรื่องความเจ็บป่วย หรือปัญหาสุขภาพก็เช่นเดียวกัน ทุกคนต้องการที่จะดูแลตนเอง ให้มีสุขภาพดีอยู่เสมอ ดังนั้น กล่าวได้ว่า “การดูแลสุขภาพตนเอง เป็นกิจกรรมที่บุคคลแต่ละคนปฏิบัติ และยึดเป็นแบบแผนในการปฏิบัติ เพื่อให้มีสุขภาพดี” อาจแบ่งขอบเขตการดูแลสุขภาพตนเอง เป็น 2 ลักษณะคือ

1. การดูแลสุขภาพตนเองในสภาวะปกติ

เป็นการดูแลสุขภาพตนเอง และสมาชิกในครอบครัว ให้มีสุขภาพแข็งแรง สมบูรณ์อยู่เสมอ ได้แก่

- การดูแลส่งเสริมสุขภาพ เพื่อให้สุขภาพแข็งแรง สามารถดำเนินชีวิตได้อย่างปกติสุข เช่น การออกกำลังกาย การสร้างสุขวิทยาส่วนบุคคลที่ดี ไม่ดื่มสุรา ไม่สูบบุหรี่ หลีกเลี่ยงจากสิ่งที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ

- การป้องกันโรค เพื่อไม่ให้เจ็บป่วยเป็นโรค เช่น การไปรับภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ การไปตรวจสุขภาพ การป้องกันตนเองไม่ให้ติดโรค

2. การดูแลสุขภาพตนเองเมื่อเจ็บป่วย

การดูแลสุขภาพตนเอง ให้มีสุขภาพสมบูรณ์ และแข็งแรงอยู่เสมอ จะต้องปฏิบัติกิจกรรม ในด้านการส่งเสริมสุขภาพอย่างสม่ำเสมอ ในชีวิตประจำวัน โดยยึดหลักสุขบัญญัติ 10 ประการ และสำรวจสุขภาพตนเอง ดังนี้

1. ดูแลรักษาร่างกาย และของใช้ให้สะอาด

อาบน้ำทุกวัน อย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง
การรักษาอนามัยของดวงตา
ดวงตาเป็นอวัยวะสำคัญ เราควรหวงแหน และให้ความเอาใจใส่ ควรปฏิบัติดังนี้
อ่าน หรือเขียนหนังสือในระยะห่างประมาณ 1 ฟุต โดยมีแสงสว่างเพียงพอ แสงเข้าทางด้านซ้าย หรือตรงข้ามกับมือที่ถนัด หากรู้สึกเพลียสายตา ควรพักผ่อนสายตา โดยการหลับตา หรือมองไปไกลๆ ชั่วครู่
ดูโทรทัศน์ในระยะห่างอย่างน้อย 1 เมตรครึ่ง
บำรุงสายตาด้วยการรับประทานอาหารที่มีคุณค่า เช่น มะละกอสุก ฟักทอง และผักบุ้ง เป็นต้น
ใส่แว่นกันแดด ถ้าจำเป็นต้องมองในที่ๆ มีแสงสว่างมากเกินไป
ตรวจสายตาอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง โดยแผ่นทดสอบสายตา (E-Chart) ถ้าสายตาผิดปกติ ให้พบจักษุแพทย์ เพื่อตรวจสอบ และประกอบแว่นสายตา
การรักษาอนามัยของหู
หูเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างหนึ่งของร่างกาย ที่จะต้องเอาใจใส่ดูแลให้ถูกต้อง ดังนี้
เช็ด บริเวณใบหู และรูหู เท่าที่นิ้วจะเข้าไปได้ ห้ามใช้ของแข็งแคะเขี่ยใบหู รูหู
คนที่มีประวัติว่า มีการอักเสบของหู ต้องระวังไม่ให้น้ำเข้าหูเด็ดขาด
หากมีน้ำเข้าหู ให้เอียงหูข้างนั้นลง น้ำจะค่อยๆ ไหลออกมาได้เอง หรือใช้ไม้พันสำลีเช็ดบริเวณช่องหูด้านนอก
ใส่เสื้อผ้าที่สะอาด ไม่อับชื้น และให้ความอบอุ่นเพียงพอ
การรักษาความสะอาดของเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม และเครื่องนอนเป็นิส่งสำคัญ เสื้อผ้าที่ใช้แล้วทิ้ง ชั้นนอกและชั้นใน ต้องมีการทำความสะอาดด้วยสบู่ หรือผงซักฟอกทุกครั้ง นำไปผึ่งหรือตากแดดให้แห้ง ประการสำคัญ การสวมเสื้อผ้า ต้อใช้ให้เหมาะสมกับสภาพอากาศ ไม่ใส่เสื้อผ้าซ้ำๆ หรือซักไม่สะอาด อับชื้น เพราะจะทำให้เกิดโรคผิวหนังได้
2. รักษาฟันให้แข็งแรง และแปรงฟันทุกวันอย่างถูกต้อง

แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง หลีกเลี่ยงขนมหวาน เช่น ลูกอม แปรงฟัน หรือบ้วนปากหลังรับประทานอาหาร ไม่ใช้ฟันขบเคี้ยวของแข็ง

3. ล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย

ควรล้างมือให้สะอาดทุกครั้ง ก่อนและหลังการปรุงอาหาร รวมทั้งก่อนรับประทานอาหาร และหลังการขับถ่าย เป็นการป้องกันการแพร่เชื้อ และติดเชื้อโรคได้ ควรล้างมือให้ถูกวิธี ดังนี้

ให้มือเปียกน้ำ ฟอกสบู่ ถูให้ทั่วฝ่ามือ ด้านหน้า และด้านหลังมือ
ถูตามง่ามนิ้วมือ และซอกเล็บให้ทั่ว เพื่อให้สิ่งสกปรกหลุดออกไป พร้อมทั้งถูกข้อมือ
ล้างน้ำให้สะอาด แล้วเฃ็ดมือให้แห้งด้วยผ้าที่สะอาด
4. รับประทานอาหารสุก สะอาด ปราศจากสารอันตราย และหลีกเลี่ยงอาหารรสจัด สีฉูดฉาด

เลือกซื้ออาหารสด สะอาด ปลอดสารพิษ โดยคำนึงถึงหลัก 3 ป. คือ ประโยชน์ ปลอดภัย ประหยัด
ปรุงอาหารที่ถูกสุขลักษณะ และใช้เครื่องปรุงรสที่ถูกต้อง โดยคำนึงถึงหลัก 3 ส. คือ สงวนคุณค่า สุกเสมอ สะอาดปลอดภัย
รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย
รับประทานอาหารปรุงสักใหม่ และใช้ช้อนกลางในการรับประทานอาหารร่วมกัน
หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารรสจัด อาหารใส่สีฉูดฉาด
ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 8 แก้ว
5. งดบุหรี่ สุรา สารเสพย์ติด การพนัน และการสำส่อนทางเพศ

ไม่เสพสารเสพย์ติดทุกชนิด เช่น บุหรี่ สุรา ยาบ้า กัญชา กาว ทินเนอร์
งดเล่นการพนันทุกชนิด
ไม่มั่วสุมทางเพศ
6. สร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวให้อบอุ่น

ทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำงานบ้าน
มีการปรึกษาหารือ และแสดงความคิดเห็นร่วมกัน
การเผื่อแผ่น้ำใจซึ่งกันและกัน
การทำบุญ และได้ทำกิจกรรมสนุกสนานร่วมกัน
7. ป้องกันอุบัติเหตุด้วยความำม่ประมาท

ดูแล ตรวจสอบ และระมัดระวังอุปกรณ์เครื่องใช้ภายในบ้าน เช่น ไฟฟ้า เตาแก๊ส ของมีคม ธูปเทียนที่จุดบูชาพระ และไม้ขีดไฟ
ระมัดระวังเพื่อป้องกันอุบัติภัยในที่สาธารณะ เช่น การใช้ถนน โรงฝึกงาน สถานที่ก่อสร้าง และชุมชนแออัด เป็นต้น
8. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และตรวจสุขภาพประจำปี

การออกกำลังกายช่วยให้ร่างกายแข็งแรง เจริญเติบโตสมวัย กระตุ้นให้กระดูกยาวขึ้น และเข็งแรงขึ้น ทำให้สูงสง่า บุคลิกดี และยังช่วยผ่อนคลายความเครียด จากการทำงาน ตลอดจนเพิ่มภูมิต้านทานแก่ร่างกาย โดย

ออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน ครั้งละ 20-30 นาที
ออกกำลังกาย และเล่นกีฬาให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และวัย
ตรวจสอบสุขภาพประจำปีอย่างน้อยปีละครั้ง
9. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ

พักผ่อน และนอนหลับให้เพียงพอ
จัดสิ่งแวดล้อมทั้งในบ้าน และนอกบ้านให้น่าอยู่
มองโลกในแง่ดี ให้อภัย และยอมรับข้อบกพร่องของคนอื่น
เมื่อมีปัญหาไม่สบายใจ ควรหาทางผ่อนคลาย ในทางที่ถูกต้องเหมาะสม
10. มีสำนึกต่อส่วนรวม ร่วมสร้างสรรค์สังคม

ใช้ทรัพยากร เช่น น้ำ ไฟ อย่างประหยัด หลีกเลี่ยงการใช้วัสดุ อุปกรณ์ที่ก่อให้เกิดพิษต่อสิ่งแวดล้อม เช่น ถุงพลาสติก โฟม ตลอดจนการร่วมมือกัน รักษาความสะอาด และเป็นระเบียบของสถานที่ทำงาน และที่พัก เป็นต้น

 

 

 

สนับสนุนโดย : www.challengedream.com

www.hybridmlm.com

 
ที่มา  www.samunpri.com

ยากเหลือเกินที่เด็กสักคนจะเข้าใจว่าสิ่งที่เขาเผชิญอยู่คืออะไร

เลเวลินวัยอายุ 4 ปีกำลังเผชิญโรคร้ายอย่างมะเร็ง

เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองต้องมาโรงพยาบาลขณะที่เพื่อนๆ วิ่งเล่นอยู่นอกบ้าน ทำไมเขาต้องนั่งๆ นอนๆ อยู่บนตียง ขณะที่เพื่อนเขากำลังขี่จักรยาน ทำไมเขาต้องศีรษะล้านจากการทำคีโมขณะที่เพื่อนกำลังวิ่งเล่นพร้อมผมเส้นสวย เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเขาจะต้องตัวผอมลง เจ็บปวดมากขึ้น และไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องเผชิญหน้ากับสิ่งนี้ รวมทั้งไม่รู้ว่าจะผ่านมันไปได้อย่างไร

“ผมไม่เอาแล้ว ผมไม่อยากทำอย่างนี้” เด็กชายตัวน้อยร้องโวยวาย “ผมอยากวิ่งเล่น และผมอยากมีผมแบบคนอื่นเขา”

พยาบาลไม่ทราบว่าจะต้องทำอย่างไร ไม่รู้ว่าต้องอธิบายเช่นไร เพราะพวกเขาไม่เคยมีคนไข้ที่เด็กมากขนาดนี้มาก่อน

“ผมอยากทำอย่างเพื่อนคนอื่น ผมอยากเล่นกับเพื่อน”

“แต่ถ้าอดทนรักษาให้หาย เธอก็จะได้ออกไปเล่นกับเพื่อนไง” พยาบาลคนหนึ่งอธิบาย

“แต่ผมอยากเล่นตอนนี้” เขาบอก “ผมอยากมีเพื่อนตอนนี้”

แต่นั่นเป็นเรื่องยากเหลือเกิน เพราะเด็กวัยสี่ขวบต่างก็ไวต่อการติดเชื้อ และพวกเขามักไม่รู้ตัวว่าเนื้อตัวสกปรกเกินกว่าจะแตะตัวคนไข้

เลเวลินจึงกลายเป็นคนไข้คนเดียวที่อยู่บนเตียงโดยที่เพื่อนเขาไม่ได้เข้าใกล้แม้สักคน

เขามักลูบศีรษะตัวเอง

เขามักนั่งซึมและมองออกไปนอกหน้าต่าง

เขามักนอนร้องไห้อยู่บนเตียงและไม่เข้าใจว่าการรักษาจะจบลงได้อย่างไร

เขามักถามหาช่วงเวลาที่เขาจะกลับไปมีเพื่อนอีกครั้ง

“แม่ฮะ” เขาเอ่ยปากขึ้น “ผมอยากมีเพื่อน”

แม่ของเขายิ้มกลับแล้วถามว่า

“เพื่อนแบบไหน”

“ผมไม่รู้ ผมแค่รู้สึกว่าผมเป็นตัวประหลาด ผมไม่เหมือนคนอื่นเค้า ผมรู้สึกว่าผมเป็นมนุษย์ต่างดาวที่ไม่มีคนคบ ขนาดผมกับแม่ยังไม่เหมือนกันเลย”

เมลิสสาแม่ของเขานิ่งเงียบก่อนจะยิ่มขึ้นอย่างเชื่องช้า

“เราเหมือนกันเลเวลิน”

เด็กชายมองหน้าแม่และรู้ว่าเขาไม่เหมือนกับแม่ อย่างน้อย เขาก็ไม่มีผม แต่แม่มีผม เขาผอมซูบ แต่แม่ท่าทางสบายดี แต่นั่นเป็นเพียงภายนอกเท่านั้น เพราะไม่กี่วันต่อมา เลเวลินก็เพิ่งรู้ว่าเขากับแม่เหมือนกันเพียงใด

เมลิสสาผมร่วงและหัวล้านมานอนเตียงข้างเลเวลินและพูดว่า

“ทีนี้เราก็เป็นเพื่อนกันแล้วนะที่รัก” เธอยิ้มและอ้าแขนกอดลูก “ถ้าลูกรู้สึกว่าเป็นมนุษย์ต่างดาว แม่เองก็จะเป็นมนุษย์ต่างดาวกับลูก ถ้าลูกรู้สึกว่าไม่เหมือนใคร อย่างน้อยแม่ก็เหมือนลูก”

เด็กตัวน้อยไม่เข้าใจ ทราบเพียงแต่ว่าดีใจที่แม่เป็นเหมือนตน

“ผมมีเพื่อน แม่เป็นเพื่อนผม”

“แล้วเราจะผ่านมันไปด้วยกัน ที่รัก แม่จะบอกลูกว่าแม่เจ็บตรงไหน ลูกบอกแม่ว่าลูกเจ็บตรงไหน ถ้าเราหัวล้านพร้อมกัน เราจะมีผมพร้อมๆ กัน ตกลงไหม”

“ฮะ!”

เมลิสสาไม่ได้ตั้งใจว่าเธอจะรักษาตัวเองพร้อมลูก ทั้งๆ ที่เธอเจอมะเร็งก่อนลูกชายของเธอ แต่เมื่อเธอทราบว่าลูกเธอก็เป็นเธอตัดสินใจหยุดการรักษาของตัวเองทันที เพราะเกรงว่าร่างกายจะอ่อนแอเกินกว่าจะดูแลเขาไหว แต่ทันทีที่เลเวลินรู้สึกเช่นนั้นเธอก็ตัดสินใจทำคีโมทันที

‘เขาไม่เข้าใจโรคนี้และทางเดียวที่จะทำให้เขาผ่านไปได้คือ เราต้องเดินไปพร้อมเขา ฉันจะเปลี่ยนโปรแกรมทุกอย่างเพื่ออยู่เป็นเพื่อนเขา แม้แพทย์จะเตือนว่าเสี่ยงกับชีวิตตนเองก็ตาม’

เพราะนั่นคือความรักของแม่

‘ฉันอยากกอดเขาและเป็นเพื่อนเขาได้ในทุกวินาที’

แรงบันดาลใจจาก เมลิสสา โบว์เมอร์

ผู้ยอมเปลี่ยนโปรแกรมการรักษามะเร็งของตนเองเพื่อก้าวพร้อมไปกับลูกชาย

ขอบคุณที่มา : http://blogstorydd.com/